การเลือกตั้งของประเทศไทยในมุมมองของประสาทวิทยาศาสตร์ (NeuroScience in Election)
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ Ph.D.
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว แต่ละพรรคการเมืองก็ต่างงัดกลยุทธ์การหาเสียงมาเพื่อโน้มน้าว และ จูงใจแฟนคลับ เพื่อที่หวังจะเทคะแนนให้เป็นผู้เข้าวิน และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในบริบทที่จะต้องมีการตัดสินใจ (Decision Making) การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เลยอยากจะขออธิบายกลไกในการทำงานของร่างกายมนุษย์ ต่ออิทธิพลในการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่ามีกระบวนการอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ หรือเลือกผิด แล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินใจเลือกผู้แทนของประชาชนนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่รอบคอบเพียงอย่างเดียว ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เปิดเผยให้เห็นว่าสมองมนุษย์ประมวลผลข้อมูลทางการเมืองผ่านกลไกที่ซับซ้อน ซึ่งผสมผสานระหว่างอารมณ์ ความทรงจำ คุณค่าส่วนบุคคล และการคิดเชิงเหตุผลเข้าด้วยกัน บทวิเคราะห์นี้จะสำรวจว่ากลไกทางสมองส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยอย่างไร
กลไกทางสมองในการตัดสินใจทางการเมือง
สมองมนุษย์ประกอบด้วยระบบการประมวลผลที่ทำงานแบบคู่ขนาน ระบบแรกคือระบบอารมณ์ (Emotional System) ที่อยู่ในส่วนของ Limbic System โดยเฉพาะ Amygdala ซึ่งรับผิดชอบต่อการตอบสนองทางอารมณ์และการประเมินภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นภาพหรือได้ยินเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง Amygdala จะทำการประเมินอย่างทันทีว่าบุคคลนั้นน่าเชื่อถือหรือเป็นภัยคุกคาม การตอบสนองนี้เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที ก่อนที่สมองส่วนคิดเชิงเหตุผลจะเข้ามาวิเคราะห์ ดังนั้นเราก็จะเห็นกลยุทธ์ของพรรคการเมืองหลายๆพรรค พยายามโจมตี ดิสเครดิตตัวบุคคล หรือ พรรคการเมือง เพื่อที่จะไม่ให้มีความน่าเชื่อถือ ทำให้ Amygdala ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อ หรือสร้างกำแพงใส่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ที่สมองของเรามีอคติไปแล้วนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นบางพรรคพยายามที่จะยกเคสของความล้มเหลวของระบบประกันสังคม มาเพื่อสร้างความไม่น่าเชื่อถือ ให้กับพรรคบางพรรค หรือ อย่างกรณีของอังเคิล ที่พยายามบิวต์ว่าเป็นการขายชาติ นี่ก็เป็นเรื่องของการสร้างอารมณ์ Emotional System แม้กระทั่งกรณีวาทกรรมทั้งหลาย เช่น รักชาติ ชังชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการทำให้อารมณ์ มาอยู่เหนือเหตุผล นั่นก็คือ นโยบายแทบทั้งสิ้น และมันก็ได้ผลด้วยสำหรับประเทศไทยของเรา
ระบบที่สองคือ Prefrontal Cortex ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคิดเชิงตรกะ การวางแผน และการประเมินผลที่รอบคอบ ส่วนนี้ของสมองจะวิเคราะห์นโยบาย ประเมินความน่าเชื่อถือของคำมั่นสัญญา และเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆ อย่างมีระบบ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์การเมือง (Political Neuroscience) พบว่าการตัดสินใจทางการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการคิดเชิงเหตุผลล้วนๆ แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองระบบ โดยระบบอารมณ์มักจะมีอิทธิพลมากกว่าที่เรารับรู้
เมื่อสองระบบต้องพึ่งพิงกัน ดังนั้นการที่ระบบใดระบบนึงพังทลายลง หรือถูกหลอก ด้วยข้อมูล ทำให้อีกระบบนึงก็คือระบบ ตรรกกะ ก็จะเพี้ยนไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น เทคนิคการดิสเครดิต การสาดโคลน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบของคู่แข่งนั่นเอง…ซึ่งผมว่าวิธีนี้เป็นวิธีการที่ไม่ดีเลย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ยังเข้าไม่ถึงเรื่องของการศึกษาและข้อมูล ดังนั้น หลายคนจึงมักตกไปเป็นเครื่องมือของกระบวนการนี้นั่นเอง
ในบริบทของการเลือกตั้งไทย อารมณ์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การรณรงค์หาเสียงที่ประสบความสำเร็จมักจะกระตุ้นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความหวัง ความกลัว ความโกรธ หรือความภาคภูมิใจ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งนำเสนอนโยบายช่วยเหลือประชาชน สมองจะปล่อย Dopamine ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกดีและความคาดหวังผลตอบแทน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกมีความหวังและมีแรงจูงใจที่จะสนับสนุนผู้สมัครคนนั้น นี่ขนาดแค่หาเสียงแค่นั้นนะครับ ดังนั้น การที่เราสามารถกระตุ้นให้หลั่งโดพามีน โดยการประดิษฐ์วาทกรรมสวยหรู กระตุ้นคนหนุ่มคนสาวที่กำลังเสพติดการหลั่ง Dopamine ทำให้พวกเขาเคลิ้มตาม จึงเป็นสิ่งที่ได้ผลเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้ กำลังดิ้นรน ที่จะไขว่ขว้า หาความสำเร็จ การที่พยายามหว่านล้อม ว่ามันต้องดีกว่าเก่า ทำให้พวกเขาเชื่อ โดยสนิทใจ เพราะ Dopamine กำลังพรั่งพรู จากการกระตุ้นโดยวาทกรรมแห่งความหวังนั่นเอง
ในทางกลับกัน การรณรงค์ที่ใช้กลยุทธ์ความกลัว เช่น การเตือนถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจหรือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง จะกระตุ้น Amygdala อย่างรุนแรง ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะเลือกตัวเลือกที่รู้สึกว่า "ปลอดภัย" มากกว่า แม้ว่าทางเลือกนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาวก็ตาม สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมในช่วงเวลาของความไม่แน่นอนทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักจะหันไปหาผู้นำที่ดูเข้มแข็งและเด็ดขาด แม้ว่านโยบายของพวกเขาอาจไม่ได้รับการพิสูจน์มาก่อนก็ตาม
Confirmation Bias และการแบ่งขั้วทางการเมือง
หนึ่งในปรากฏการณ์ทางสมองที่มีผลกระทบอย่างมากต่อการเลือกตั้งคือ Confirmation Bias หรือการมีอคติยืนยัน สมองมนุษย์มีแนวโน้มธรรมชาติที่จะแสวงหาและให้ความสำคัญกับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตน ในขณะที่มองข้ามหรือปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้ง กลไกนี้เกิดจาก Default Mode Network (DMN) ของสมองที่ทำงานเพื่อรักษาความสอดคล้องของมุมมองโลกทัศน์ของเรา
ในสังคมไทยที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน Confirmation Bias ทำให้ผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายมองเห็นข้อมูลข่าวสารผ่านเลนส์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การศึกษาทาง fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging) แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้คนได้รับข้อมูลที่ท้าทายความเชื่อทางการเมืองของพวกเขา บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์จะทำงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงวิเคราะห์จะลดการทำงานลง สิ่งนี้อธิบายว่าทำไมการถกเถียงทางการเมืองมักจะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายได้ เพราะสมองทำงานเพื่อป้องกันความเชื่อเดิมมากกว่าที่จะแสวงหาความจริง
บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ต่อสมอง
สื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากมุมมองทางประสาทวิทยาศาสตร์ศาสตร์ แพลตฟอร์มเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้น Reward System ของสมอง เมื่อโพสต์ทางการเมืองของเราได้รับ "ไลค์" หรือ "แชร์" สมองจะปล่อย Dopamine ทำให้เราต้องการโพสต์เนื้อหาที่คล้ายกันมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เนื้อหาที่มีอารมณ์รุนแรงหรือขัดแย้งมักจะแพร่กระจายเร็วกว่าเนื้อหาที่มีเหตุผลและสมดุล เราอาจจะเห็นการสร้างกระแส การปั่นยอดไลค์ เพื่อทำให้สิ่งที่พวกเขาพูดมีความน่าเชื่อถือ สร้างการยืนยันสมมติฐาน ความคิด เช่นสมมติว่า เรากำลังตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองนึง พอเราเห็นข้อมูลของพรรคนั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เกิดจากการคัดสรรของ อัลกอริทึ่ม เราก็จะเคลิ้ม ไปกับมัน ยิ่งได้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังดูอยู่ มีคนกำลังคิดเหมือนดั่งที่เราคิด ยิ่งกระตุ้นการยืนยันสมมติฐาน ให้เราเลือกพรรคนั้น แต่หารู้ไม่ว่า เรากำลังตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมเทียม ที่กำลังจูงใจให้เราเข้าสู่การตัดสินใจนั่นเอง เราก็เห็นจากอัลกอริทึ่มของ Facebook , Tiktok ที่สุดท้ายการดูคลิปของคุณก็มักจะลงเอย โดยการสั่งซื้อสินค้า เพราะแพลทฟอร์มกำลังชักจูงเราไป
อัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ยังสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Echo Chamber หรือห้องสะท้อนเสียง ซึ่งผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเท่านั้น สิ่งนี้เสริมแรง Confirmation Bias และทำให้การแบ่งขั้วทางการเมืองรุนแรงขึ้น การสัมผัสกับมุมมองที่หลากหลายลดลง ส่งผลให้สมองสร้างความเชื่อมั่นที่มากเกินไปในความถูกต้องของความเชื่อของตนเอง และมองผู้ที่มีความคิดเห็นต่างเป็น "ศัตรู" มากกว่า "พลเมืองที่มีมุมมองต่าง"
ความทรงจำและ Narrative ทางการเมือง
Hippocampus ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่รับผิดชอบต่อความทรงจำ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทัศนคติทางการเมือง ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ เช่น การรัฐประหาร การประท้วง หรือนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตโดยตรง จะถูกเก็บไว้ในสมองพร้อมกับอารมณ์ที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้สร้าง "ความทรงจำทางอารมณ์" (Emotional Memory) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในอนาคต จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองบางพรรคกำลังถูกจูงใจด้วยการใช้คำว่าราษฎร ไปเชื่อมโยงกับการปฏิวัติ ปี 2475 และเชื่อมโยงไปไกลถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งที่สิ่งเหล่านั้น คือพวกเขาเล่าไม่หมด นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เพราะสังคมไทย ยังขาดทักษะในการค้นคว้า หาข้อมูล ความจริง ต่างๆ เราก็เลยมักจะเชื่อ และ สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงว่า เรากำลังโดนกดขี่ ระบบศักดินา สถาบัน นี่แหละกดขี่พวกเรา เราต้องสร้างวาทกรรมเพื่อทำให้เราต้องต่อสู้และดูยิ่งใหญ่ เพราะมันคือการโค่นล้ม ของระบบศักดินา นั่นเอง ผมเชื่อว่าหลายคนกำลังรู้สึกเช่นนี้ แต่เชื่อไหม การที่เราได้รับการศึกษาแบบ Problem Based Learning จะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ ถ้าเราไปดูการศึกษาต้นตอ ของเรื่องเหล่านี้จริงๆ ล้วนมาจากการเรียนการสอนแบบ Linear แทบทั้งสิ้น ครู อาจารย์ คือ ศาสดา และจ้าวลัทธิ จริงๆแล้วระบบ Linear เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่คนนำไปใช้ในทางที่ผิดต่างหากที่ทำให้ระบบมันผิดเพี้ยนไป
พรรคการเมืองที่เข้าใจกลไกนี้มักจะสร้าง Narrative หรือเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อกระตุ้นความทรงจำทางอารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การอ้างอิงถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจหรือความเจ็บปวด เช่นกรณีของเขมรบ้าง กรณีของการแก้รัฐธรรมนูญบ้าง กรณีของอังเคิล บ้าง สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง ในบริบทไทย ความทรงจำเกี่ยวกับการเมืองยุคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุคเศรษฐกิจดี ยุคความไม่สงบ หรือยุคของนโยบายเฉพาะ ล้วนมีบทบาทในการกำหนดทัศนคติทางการเมืองของประชาชน
พวกเขา พวกเรา In-group และ Out-group Bias
สมองมนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อรู้จักแบ่งแยกระหว่าง "พวกเรา" (In-group) และ "พวกเขา" (Out-group) กลไกนี้เคยมีประโยชน์ในยุคดึกดำบรรพ์เมื่อการระบุคนในกลุ่มและคนนอกกลุ่มเป็นเรื่องของความอยู่รอด แต่ในโลกสมัยใหม่ กลไกนี้กลับสร้างปัญหาในทางการเมือง
การศึกษาทาง Neuroscience พบว่าเมื่อเราระบุว่าใครเป็นคนในกลุ่มของเรา สมองจะมี Empathy และความเข้าใจต่อบุคคลนั้นมากขึ้น ในขณะที่ลด Empathy ต่อคนนอกกลุ่ม ในการเมืองไทย การแบ่งแยกตามสี (เช่น เสื้อแดง เสื้อเหลือง ฯลฯ) สร้างเอกลักษณ์กลุ่มที่ชัดเจน ทำให้สมองประมวลผลผู้สนับสนุนพรรคเดียวกันว่าเป็น "พวกเรา" และผู้สนับสนุนพรรคตรงข้ามว่าเป็น "พวกเขา"
ผลที่ตามมาคือการที่เรามีแนวโน้มจะตีความพฤติกรรมของคนในกลุ่มเราในแง่บวก และตีความพฤติกรรมเดียวกันของคนนอกกลุ่มในแง่ลบ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อนักการเมืองที่เราสนับสนุนทำผิดพลาด เรามักจะหาข้ออ้างให้ แต่เมื่อนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามทำผิดพลาดเดียวกัน เราจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ แต่เป็นผลจากวิธีที่สมองประมวลผลข้อมูลโดยธรรมชาติ
ผลกระทบของความเครียดและความไม่แน่นอน
ในช่วงเวลาของความไม่แน่นอนทางการเมือง ระดับของ Cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น ความเครียดระยะยาวส่งผลกระทบต่อการทำงานของ Prefrontal Cortex ทำให้ความสามารถในการคิดเชิงตรกะและการตัดสินใจอย่างรอบคอบลดลง ในขณะเดียวกัน Amygdala จะทำงานมากขึ้น ทำให้การตอบสนองทางอารมณ์มีความรุนแรงมากขึ้น
สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง ผู้คนมักจะตัดสินใจโดยอิงจากอารมณ์มากกว่าเหตุผล และมีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ (Misinformation) มากขึ้น ความเครียดยังทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะแสวงหา "คำตอบที่ง่าย" สำหรับปัญหาที่ซับซ้อน และเปิดรับการโน้มน้าวจากผู้นำที่ให้คำมั่นสัญญาที่ฟังดูดี แม้ว่าจะไม่สมจริงก็ตาม
บทบาทของ Oxytocin และความเชื่อมโยงทางสังคม
Oxytocin เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจและความผูกพัน การรณรงค์หาเสียงที่ประสบความสำเร็จมักจะสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชน ความเป็นเจ้าของร่วม และความเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างผู้สนับสนุน เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่ใหญ่กว่าตัวเอง สมองจะปล่อย Oxytocin ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันและมุ่งมั่นต่อกลุ่มนั้น
การชุมนุมทางการเมือง การสวมเสื้อสีเดียวกัน การร้องเพลงร่วมกัน หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองที่มีผู้คนจำนวนมาก ล้วนกระตุ้นการปล่อย Oxytocin และสร้างความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียว สิ่งนี้อธิบายว่าทำไมผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองมักจะมีความมุ่งมั่นต่อกลุ่มและอุดมการณ์มากขึ้น แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือความลำบากก็ตาม
การประมวลผลข้อมูลและความซับซ้อนของนโยบาย
สมองมนุษย์มีข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่ซับซ้อนและทางเทคนิค นโยบายสาธารณะหลายอย่างต้องการความรู้เฉพาะทางเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น นโยบายการคลัง นโยบายต่างประเทศ หรือนโยบายด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่มีเวลาหรือความสามารถในการศึกษานโยบายเหล่านี้อย่างละเอียด
ดังนั้น สมองจึงใช้ "ทางลัด" หรือ Heuristics ในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น การใช้ภาพลักษณ์ของผู้สมัครเป็นตัวชี้วัด การพิจารณาจากการสนับสนุนของบุคคลที่เรานับถือ หรือการตัดสินจากประสบการณ์ในอดีตกับพรรคการเมืองนั้นๆ ทางลัดเหล่านี้มีประโยชน์ในการลดภาระการคิด แต่ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่การสื่อสารทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จมักจะทำให้นโยบายที่ซับซ้อนง่ายขึ้น ใช้คำพูดที่กระชับและจดจำได้ง่าย และเน้นประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่าการอธิบายรายละเอียดทางเทคนิค สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ชาญฉลาด แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับวิธีที่สมองมนุษย์ทำงานตามธรรมชาติ
ความหวังและการมองอนาคต
Ventral Striatum เป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์รางวัลและความหวัง การรณรงค์หาเสียงที่ให้ความหวังเกี่ยวกับอนาคตที่ดีกว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก หรือการแก้ไขปัญหาที่ท้าทาย สามารถกระตุ้นส่วนนี้ของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกมีความหวัง พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การรณรงค์ หรือการสนับสนุนผู้สมัคร
ในทางกลับกัน ความสิ้นหวังและความท้อแท้สามารถทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ในอัตราการลงคะแนนเลือกตั้งที่ลดลงในพื้นที่ที่ประชาชนรู้สึกว่าระบบการเมืองไม่ได้ใส่ใจพวกเขา หรือในกลุ่มคนที่รู้สึกว่าเสียงของพวกเขาไม่มีความสำคัญ การเข้าใจกลไกนี้มีความสำคัญในการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม
ความท้าทายของ Misinformation และ Disinformation
สมองของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลที่ได้ยินหรือเห็นครั้งแรก แม้ว่าภายหลังจะมีการแก้ไขข้อมูลก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Continued Influence Effect ซึ่งหมายความว่าข้อมูลเท็จที่แพร่กระจายไปแล้วยากที่จะถูกลบล้างแม้จะมีการชี้แจงความจริง
นอกจากนี้ สมองยังมีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลที่ซ้ำๆ กันมากกว่าข้อมูลที่ได้ยินเพียงครั้งเดียว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Illusory Truth Effect การเห็นข้อมูลชิ้นเดียวกันหลายครั้งทำให้สมองรู้สึกว่าข้อมูลนั้น "คุ้นเคย" และตีความความคุ้นเคยนั้นว่าเป็น "ความจริง" สิ่งนี้อธิบายว่าทำไม Propaganda ที่ซ้ำซากจึงมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานสนับสนุนก็ตาม
ในยุคของสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเท็จสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วและกว้างขวาง การต่อสู้กับ Misinformation ไม่ใช่แค่การนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมสมองมนุษย์จึงเชื่อข้อมูลเท็จในตอนแรก และออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดคล้องกับวิธีที่สมองทำงาน
ความแตกต่างระหว่างบุคคลทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยทาง Behavioral Genetics พบว่าทัศนคติทางการเมืองมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมประมาณ 40-50% ซึ่งหมายความว่าความแตกต่างในยีนอาจส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะมีทัศนคติทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าการเมืองถูกกำหนดโดยยีนทั้งหมด สิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญพอๆ กัน
การศึกษาพบว่าบุคคลที่มีระดับ Threat Sensitivity สูง (ความอ่อนไหวต่อภัยคุกคาม) มักจะมีทัศนคติทางการเมืองที่อนุรักษ์นิยมมากกว่า ในขณะที่บุคคลที่มี Openness to Experience สูงมักจะมีทัศนคติที่เสรีนิยมมากกว่า สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับการทำงานของ Amygdala และ Anterior Cingulate Cortex ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม สำคัญที่ต้องเน้นว่าการมีแนวโน้มทางชีวภาพไม่ได้หมายความว่าทัศนคติทางการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ประสบการณ์ชีวิต การศึกษา การสัมผัสกับมุมมองที่หลากหลาย และบริบททางสังคมล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทัศนคติทางการเมือง Neuroplasticity หรือความสามารถของสมองในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต หมายความว่าทัศนคติทางการเมืองไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว
การใช้ประโยชน์จากความเข้าใจทางประสาทวิทยาศาสตร์
ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีที่สมองประมวลผลข้อมูลทางการเมืองสามารถนำไปใช้ในทั้งทางที่สร้างสรรค์และทำลายล้าง ในด้านบวก ความรู้นี้สามารถช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสื่อสารนโยบายที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้นักการศึกษาออกแบบหลักสูตรการศึกษาพลเมืองที่คำนึงถึงกลไกทางสมอง และช่วยให้ภาคประชาสังคมส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีข้อมูลครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ความรู้เดียวกันนี้ก็สามารถถูกใช้ในการจัดการทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม การใช้เทคนิค Neuromarketing เพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการอารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การใช้ Big Data และ AI เพื่อส่งข้อความที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลซึ่งเล่นกับความกลัวหรือความหวังของพวกเขา หรือการแพร่กระจาย Misinformation ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนทางสมอง ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อกระบวนการประชาธิปไตย
ข้อเสนอแนะสำหรับพลเมืองไทย
การเข้าใจกลไกทางสมองของตนเองสามารถช่วยให้พลเมืองทำการตัดสินใจทางการเมืองที่รอบคอบมากขึ้น การตระหนักรู้ว่า Confirmation Bias ส่งผลต่อทุกคน สามารถทำให้เราแสวงหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลายและพิจารณามุมมองที่ต่างออกไปอย่างจริงจัง การรู้ว่าอารมณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา สามารถทำให้เราหยุดและใช้เวลาคิดก่อนที่จะตัดสินใจในประเด็นสำคัญ
การพัฒนา Critical Thinking Skills หรือทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถช่วยกระตุ้น Prefrontal Cortex ให้ทำงานมากขึ้นในการประเมินข้อมูลทางการเมือง การตั้งคำถามกับตนเอง เช่น "ฉันเชื่อเช่นนี้เพราะมีหลักฐานสนับสนุนหรือเพราะมันสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของฉัน?" หรือ "ฉันจะคิดอย่างไรถ้าฝ่ายตรงข้ามทำสิ่งเดียวกัน?" สามารถช่วยลด Bias ได้
นอกจากนี้ การจำกัดการสัมผัสกับสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้เกิดความเครียดหรือความโกรธอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยลดระดับ Cortisol และทำให้เรามีพื้นที่ทางจิตใจในการคิดอย่างรอบคอบมากขึ้น การมีส่วนร่วมในการสนทนาที่สร้างสรรค์กับผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง แทนที่จะอยู่แต่ใน Echo Chamber สามารถช่วยกระตุ้นการคิดเชิงวิเคราะห์และลด In-group Bias
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองในหลายระดับ ตั้งแต่การตอบสนองทางอารมณ์อย่างทันทีจาก Amygdala ไปจนถึงการคิดเชิงตรกะที่รอบคอบจาก Prefrontal Cortex จากการวิเคราะห์ความทรงจำโดย Hippocampus ไปจนถึงการประมวลผลรางวัลและความหวังโดย Ventral Striatum กลไกทางสมองเหล่านี้วิวัฒนาการมาในบริบทที่แตกต่างจากสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งนำไปสู่ทั้งความสามารถและข้อจำกัดในการตัดสินใจทางการเมือง
ในบริบทของการเลือกตั้งไทย ความเข้าใจทางประสาทวิทยาศาสตร์สามารถช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การแบ่งขั้วทางการเมือง ความยากลำบากในการเปลี่ยนความคิดของผู้คน ผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ และวิธีที่อารมณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความรู้นี้ไม่ได้ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยมีค่าน้อยลง แต่ตรงกันข้าม มันช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมการสร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพจึงต้องการมากกว่าแค่การจัดการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งต้องการพลเมืองที่มีข้อมูล มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถทำงานร่วมกับผู้ที่มีความคิดเห็นต่างได้ สิ่งนี้ต้องการความเข้าใจในข้อจำกัดของสมองมนุษย์ และการพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้เราเอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ สื่อมวลชนที่รับผิดชอบและหลากหลาย หรือสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ส่งเสริมการสนทนาที่สร้างสรรค์แทนการเผชิญหน้า
การนำความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าเราสามารถหรือควรจะควบคุมวิธีที่ผู้คนคิด แต่มันหมายความว่าเราสามารถออกแบบระบบการเมืองและการสื่อสารที่เข้าใจและเคารพวิธีที่สมองมนุษย์ทำงาน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ผู้คนใช้ความสามารถทางปัญญาของพวกเขาอย่างเต็มที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการชั่งน้ำหนักของเหตุผลและหลักฐาน แต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา ค่านิยมของเรา ความหวังและความกลัวของเรา และวิสัยทัศน์ของเราเกี่ยวกับอนาคตที่เราต้องการ การเข้าใจว่าสมองของเราประมวลผลสิ่งเหล่านี้อย่างไร สามารถช่วยให้เรากลายเป็นพลเมืองที่มีข้อมูลและมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่มีชีวิตชีวาและยั่งยืน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น