สอนทักษะแบบมีแผนสู่การปรับตัว: การเรียนรู้ทักษะกลไกในกีฬาต่อสู้ ภายใต้กรอบ Linear และ Non-linear Pedagogy



ศิริเชษฐ์  พูลทิพายานนท์

Ph.D. (Sports Biomechanics)

นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาเชี่ยลอาร์ตแห่งประเทศไทย

แนวคิดการสอนแบบเชิงเส้น (Linear Pedagogy) และแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear Pedagogy) ในบริบทของกีฬาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย มิกซ์มาเชี่ยลอาร์ต คิกบ็อกซิ่ง หรือกีฬาต่อสู้อื่นๆ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนานักกีฬาที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงการฝึกท่าที่สมบูรณ์ ตามรูปแบบของตำรา หรือตามหลักชีวกลศาสตร์ แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการปรับตัวภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ เพราะการแข่งขันกีฬาต่อสู้นั้น สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นวิธีการสอนโดยการวางแผนที่เราใช้มาแต่เดิมนั้น อาจจะไม่ได้เป็นแกนในการประสบความสำเร็จเหมือนแต่ก่อน ผู้เขียนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกีฬามวยสากลสมัครเล่น ที่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของกติกาจากระบบให้คะแนนแบบ Scoring system มาเป็นการให้คะแนนแบบ Ten Point System ซึ่งมีความซับซ้อนของโครงสร้างในการให้คะแนน ทำให้มุมมองในการโค้ชของมวยสากลสมัครเล่นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป จากการวางแผน ต้องเป็นการฝึกให้นักกีฬาคิดและวิเคราะห์ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน บทความนี้อธิบายถึงจุดอ่อน จุดแข็ง และข้อจำกัดของทั้งสองแนวทาง พร้อมเสนอแนะแนวทางการบูรณาการที่เหมาะสมกับบริบทการฝึกสอนกีฬาต่อสู้ในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของบุตรหลานได้ดีขึ้น

หากลูก หลานของท่านกำลังเรียนมวยไทย มวยสากล หรือศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ท่านอาจเคยสงสัยว่า ทำไมบางครั้งลูกฝึกท่าได้สวยงามมาก แต่พอขึ้นชกจริงกลับทำไม่ได้เหมือนตอนฝึก หรือทำไมบางค่ายเน้นให้ฝึกท่าซ้ำๆ แบบเดิมหลายร้อยครั้ง ขณะที่บางค่ายให้เด็กๆ ซ้อมชกกันเลยตั้งแต่ต้น

คำตอบอยู่ที่ "ปรัชญาการสอน Sports Pedagogy" ที่แตกต่างกัน นั่นเอง ซึ่งผู้สอนเองก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเทคนิคและวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล (Individual Difference) เพื่อเป้าหมายคือการพัฒนาทักษะกลไกของนักกีฬาในกีฬาต่อสู้นั่นเอง

การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหว: พื้นฐานที่ผู้ปกครองควรรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ทักษะแบบดั้งเดิม

นักวิชาการสองท่านคือ Fitts และ Posner (1) ได้เสนอทฤษฎีที่อธิบายว่าเด็กๆ เรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวผ่าน 3 ขั้นตอน คล้ายกับการเรียนรู้อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนกีฬา พลศึกษา การเรียนขับรถ หรือการเล่นดนตรี ในขั้นแรก คือขั้นคิด (Cognitive Stage) เด็กต้องคิดทีละขั้นตอนว่าจะทำอย่างไร เช่น "ยกแขนขึ้น หมุนสะโพก แล้วชกออกไป" ซึ่งจะช้ามากและผิดพลาดบ่อย เปิดจังหวะเน้นขั้นตอน ขั้นที่สอง คือขั้นเชื่อมโยง (Associative Stage) เด็กเริ่มทำได้คล่องขึ้น ไม่ต้องคิดทุกขั้นตอน แต่ยังต้องมีสมาธิ และขั้นสุดท้าย คือขั้นอัตโนมัติ (Autonomous Stage) สามารถทำได้โดยไม่ต้องคิด เหมือนการเดิน ทำได้เร็วและแม่นยำ

การประยุกต์ในกีฬาต่อสู้

ในค่ายมวยทั่วไป จะเริ่มจากการสอนท่าพื้นฐาน เช่น การชกหมัดตรง การเตะตรง โดยเน้นให้เด็กทำตามหลักชีวกลศาสตร์ที่ถูกต้อง หรือการใช้ตัวอย่างจากครู หรือโค้ช เช่น การหมุนสะโพก การถ่ายน้ำหนัก มุมของแขน เป้าหมายคือให้เกิด "ความแม่นยำเชิงกลไก" หรือเรียกง่ายๆ ว่า ท่าถูก รูปแบบการเคลื่อนไหว Kinematics สวยงาม (2)

วิธีการนี้ช่วยให้เด็กมีพื้นฐานที่แข็งแรง ลดการบาดเจ็บ และเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ คือ ในการแข่งขันจริง สถานการณ์มักจะไม่เหมือนตอนฝึก

วิธีการสอนแบบเชิงเส้น (Linear Pedagogy)

หลักการและวิธีฝึก

การสอนแบบเชิงเส้นเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในค่ายมวยแบบดั้งเดิม ลักษณะเด่นคือ การแยกทักษะออกเป็นส่วนๆ หรือการเปิด-ปิด ขั้นตอน เช่นการนับ 1, 2, 3 ไปเรื่อย ๆ แล้วก็เลิกนับ เมื่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น แล้วฝึกซ้ำจนชำนาญ (3)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ในค่ายมวยแห่งหนึ่ง น้องเอมี่ อายุ 12 ปี ถูกฝึกให้ชกหมัดตรงเข้าเป้าด้วยท่าเดิม 200-300 ครั้งต่อวัน โค้ชจะยืนอยู่ข้างๆ คอยแก้มุมแขน ตำแหน่งเท้า จังหวะการหมุนสะโพกอย่างละเอียด บางครั้งโค้ชจะหยุดการฝึกเพื่อปรับมุมข้อศอกเพียง 5 องศา หรือเลื่อนเท้าออกไปอีก 2 เซนติเมตร เป้าหมายคือให้เอมี่มีท่าทางที่สมบูรณ์แบบตามหลักชีวกลศาสตร์ นอกจากนี้ เอมี่ยังต้องฝึกเตะในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ โดยไม่เคลื่อนที่ และฝึกหลบหลีกตามรูปแบบที่กำหนดไว้

จุดแข็งของวิธีนี้

วิธีการนี้ช่วยสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง เด็กจะมีท่าทางที่สวยงามและมีประสิทธิภาพสูง เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังปลอดภัย ลดโอกาสบาดเจ็บในระยะเริ่มต้น เพราะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องจะไม่ทำให้ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกผิดที่ อีกทั้งยังวัดผลง่าย โค้ชสามารถดูได้ชัดเจนว่าเด็กทำถูกหรือผิด และเหมาะกับผู้เริ่มต้นอย่างมาก เพราะช่วยให้เด็กเข้าใจพื้นฐานก่อนที่จะทำอย่างอื่น

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ "ความแข็งทื่อ (Contextual Rigidity)" เด็กที่ฝึกมาแบบนี้มักจะชกได้สวยตอนชกเป้า แต่พอชกจริงกับคนทำไม่ได้ จะงงเมื่อคู่ต่อสู้เคลื่อนไหวไม่เป็นแบบแผน ตัดสินใจช้าในสถานการณ์จริง และปรับตัวได้ยาก เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ (4)

กรณีของน้องเอมี่ เป็นตัวอย่างที่ดี หลังจากฝึกมา 6 เดือน เธอชกเป้าได้สวยงามมาก โค้ชและพ่อแม่ต่างชื่นชม แต่เมื่อขึ้นแข่งขันครั้งแรก เอมี่พบว่าคู่ต่อสู้ไม่ได้ยืนนิ่งเหมือนเป้าฝึก คู่ต่อสู้เคลื่อนไหวไปมา หลบหลีกแบบที่ไม่เคยเห็น และโจมตีกลับอย่างไม่คาดคิด เอมี่พยายามจะชกตามแบบที่ฝึกมา แต่กลับทำไม่ได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผลคือเธอแพ้อย่างราบคาบ แม้จะมีท่าทางที่สวยงามกว่าคู่ต่อสู้ก็ตาม นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนที่ "ชกเป้าเทพ" แต่พอขึ้นชกจริงกลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

วิธีการสอนแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear Pedagogy)

แนวคิดใหม่ในการฝึกสอน

แนวคิดนี้มาจากทฤษฎี "การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม (Ecological Dynamics)" ซึ่งมองว่าการเคลื่อนไหวในกีฬาต่อสู้ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของสมองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเด็ก (ร่างกาย ความสามารถ) คู่ต่อสู้ (การเคลื่อนไหว ท่าทาง จังหวะ) และสภาพแวดล้อม (พื้นที่ กติกา เวลา) (5)

วิธีฝึกที่แตกต่าง

แทนที่จะให้เด็กฝึกท่าซ้ำๆ แบบเดิม วิธีนี้จะให้เด็ก "เรียนรู้ผ่านการเล่น" ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง (6)

ตัวอย่างจากค่ายมวยที่ใช้วิธีนี้ น้องบีม อายุ 13 ปี ในค่ายของเขาไม่ได้เน้นการชกเป้าซ้ำๆ แต่เน้นให้เล่นเกมย่อย เช่น ให้บีมกับเพื่อนสองคนชกกันในพื้นที่เล็กๆ ขนาดเพียง 2x2 เมตร โดยใช้ได้แค่หมัดตรงอย่างเดียว หรือจำกัดให้โจมตีได้เพียง 3 ครั้งต่อรอบ บางวันโค้ชจะจัด Sparring แบบมีเงื่อนไข ให้บีมแค่ป้องกันอย่างเดียว ห้ามชกกลับ เพื่อฝึกการอ่านท่าทางของคู่ต่อสู้ แล้วในรอบถัดไปก็สลับกัน บางครั้งโค้ชจะเปลี่ยนกติกาเป็น "ห้ามถอยหลัง" บังคับให้บีมต้องคิดวิธีป้องกันแบบใหม่ เช่น การเคลื่อนตัวไปข้างหรือการหมุนตัว

ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ในค่ายมวยสากลสมัครเล่นแห่งหนึ่ง โค้ชสร้างสถานการณ์จำลอง ให้นักมวยฝึกในรอบสุดท้าย (รอบที่ 3) โดยกำหนดว่า "คุณแพ้อยู่ 2 คะแนน เหลือเวลาอีก 1 นาที คุณจะทำอย่างไร?" สถานการณ์นี้บังคับให้นักมวยต้องคิดกลยุทธ์ ว่าควรรุกหนักเพื่อหาคะแนน หรือควรรอจังหวะที่เหมาะสม พวกเขาจะได้เรียนรู้การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขัน

ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ

วิธีการนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้การตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอคำสั่งจากโค้ช เด็กจะเรียนรู้ที่จะคิดเอง และปรับตัวได้เร็ว เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ไม่งง สามารถหาทางออกได้เอง นอกจากนี้ยังช่วยให้มองเห็นโอกาส รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี เมื่อไหร่ควรป้องกัน และที่สำคัญคือ มีความยืดหยุ่น สามารถทำท่าได้หลายแบบตามสถานการณ์ ไม่ติดอยู่กับแบบแผนเดิม

ผลลัพธ์จากน้องบีม เมื่อขึ้นแข่งขันครั้งแรก แม้ท่าทางของเขาจะไม่สวยงามเท่าเด็กบางคนที่ฝึกมาแบบเชิงเส้น แต่บีมสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อคู่ต่อสู้เคลื่อนไหวไปทางซ้าย บีมก็เคลื่อนตามและหาจังหวะโจมตีได้ทันที เมื่อโดนชก เขาไม่ตื่นตระหนก แต่ปรับกลยุทธ์ใหม่ทันที ผลคือ บีมชนะการแข่งขันครั้งแรกของเขา ด้วยคะแนน 3-2

ข้อควรระวัง

วิธีนี้อาจดู "สับสน" สำหรับผู้ปกครอง เพราะโค้ชไม่ได้บอกเด็กตรงๆ ว่าต้องทำอย่างไร แต่แทนที่จะ "สั่ง" โค้ชจะ "ออกแบบสถานการณ์" ให้เด็กค้นพบคำตอบเอง นอกจากนี้ เด็กที่ยังไม่มีพื้นฐานเลยอาจต้องฝึกท่าพื้นฐานบ้างก่อน มิฉะนั้นอาจบาดเจ็บได้ง่าย เพราะหากไม่รู้วิธีชกที่ถูกต้อง การชกในสถานการณ์จริงอาจทำให้บาดเจ็บที่ข้อมือหรือข้อศอกได้

การผสมผสานทั้งสองแนวทาง

ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใช้ร่วมกัน

ค่ายมวยที่ดีในปัจจุบันจะไม่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะ "ผสมผสาน" ให้เหมาะกับระดับของนักกีฬา (7)

สำหรับผู้เริ่มต้น (3-6 เดือนแรก)

ในช่วงนี้ควรเน้น Linear Pedagogy ประมาณ 70-80% เพื่อสร้างพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องและฝึกซ้ำจนชำนาญ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเกมง่ายๆ เข้าไปอีก 20-30% เช่น ให้เด็กสองคนยืนห่างกัน แล้วฝึกชกเบาๆ โดยไม่ต้องหลบ เพียงเพื่อให้คุ้นเคยกับการชกคนจริง

ตัวอย่างจากน้องมายด์ อายุ 10 ปี เพิ่งเริ่มเรียนมวยสากล ในเดือนแรก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกหมัดตรง หมัดสวิง และท่ายืนการ์ด โค้ชจะคอยแก้ท่าอย่างละเอียด แต่ในสัปดาห์ที่ 3 โค้ชเริ่มให้มายด์ลองชกกับเพื่อนเบาๆ โดยกำหนดว่า "ใช้แค่หมัดตรงอย่างเดียว ห้ามชกแรง" นี่ทำให้มายด์ได้ลองใช้ทักษะที่ฝึกมา โดยยังอยู่ในกรอบที่ปลอดภัย

สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานแล้ว (6 เดือน - 2 ปี)

ในช่วงนี้ควรลด Linear ลงเหลือ 40-50% และเพิ่ม Non-linear เป็น 50-60% โดยเน้น Sparring และเกมมากขึ้น แต่ยังคงแก้ท่าพื้นฐานเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้ท่าทางเสียไป

ตัวอย่างจากพี่เจน อายุ 15 ปี เรียนมวยไทยมา 1 ปีครึ่ง ตอนนี้เธอใช้เวลาครึ่งหนึ่งฝึกกับเป้าและกระสอบทราย เพื่อปรับปรุงแรงชกและความเร็ว อีกครึ่งหนึ่งเล่น Sparring กับเพื่อนในค่าย โค้ชจะกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เช่น "วันนี้ให้เน้นใช้เท้าคว่ำ" หรือ "ห้ามใช้หมัด ใช้แค่เตะ" นี่ทำให้เจนได้พัฒนาทั้งทักษะพื้นฐานและความสามารถในการปรับตัว

สำหรับนักกีฬาระดับสูง (2 ปีขึ้นไป)

ในระดับนี้ควรเน้น Non-linear 70-80% โดยฝึกในสถานการณ์จริงเป็นหลัก และใช้ Linear เพื่อปรับแต่งรายละเอียดที่จำเป็นเท่านั้น เช่น เมื่อพบว่ามีท่าทางบางอย่างที่ต้องแก้ไข หรือต้องการเพิ่มความแม่นยำในท่าใดท่าหนึ่งเป็นพิเศษ

ตัวอย่างจากพี่ต้อม อายุ 18 ปี นักมวยทีมชาติเยาวชน ฝึกมวยสากลมา 4 ปี ตอนนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ซ้อมชกจริงกับคู่ซ้อมหลายคน ฝึกในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการแข่งขัน เช่น เจอคู่ต่อสู้ที่สูงกว่า เร็วกว่า หรือมีสไตล์แปลกๆ เขาจะกลับมาชกเป้าเฉพาะเมื่อโค้ชเห็นว่าท่าบางท่ามีปัญหา เช่น การหมุนสะโพกไม่เต็มที่ ก็จะให้ฝึกซ้ำสัก 50-100 ครั้ง แล้วกลับไปซ้อมชกจริงต่อ

บทบาทใหม่ของโค้ช

ในระบบใหม่ โค้ชไม่ได้เป็นแค่ "ผู้สั่งการ" แต่เป็น "สถาปนิกของการเรียนรู้" ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง (8) นี่คือคำถามที่ผู้ปกครองหลายคน หรือนักกีฬาหลายคนมักจะถามว่า "ผมเป็นนักกีฬาทีมชาติแล้ว ทำไมผมยังต้องกลับมาฝึก Boxing School"

โค้ชที่ดีจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสอนตรงๆ เมื่อไหร่ควรปล่อยให้เด็กค้นพบเอง เขาจะออกแบบเกมและกิจกรรมที่เหมาะกับระดับของเด็กแต่ละคน ไม่ยัดเยียดคำตอบ แต่ถามคำถามที่กระตุ้นให้เด็กคิด เช่น "ถ้าคู่ต่อสู้สูงกว่าเรา เราควรทำอย่างไร?" หรือ "ทำไมเธอถึงเลือกชกท่านั้นในสถานการณ์นั้น?" นอกจากนี้โค้ชยังต้องสังเกตพัฒนาการของเด็กแต่ละคนและปรับวิธีสอนให้เหมาะสม เพราะเด็กแต่ละคนมี Individual Difference ที่แตกต่างกัน

สำหรับผู้ปกครอง

สิ่งที่ผู้ปกครองควรมองหา เมื่อเลือกค่ายมวยหรือโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ให้ลูก ผู้ปกครองควรสังเกตว่า ค่ายมีการฝึกทั้งสองแบบหรือไม่ ไม่ควรเน้นแค่ท่าอย่างเดียว หรือให้ชกกันอย่างเดียว ควรมีการผสมผสานที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรสังเกตว่า โค้ชปรับวิธีสอนตามระดับหรือไม่ เด็กใหม่กับเด็กเก่าควรฝึกต่างกัน ไม่ใช่ให้ฝึกแบบเดียวกันทุกคน อีกทั้งควรมีการอธิบายเหตุผล โค้ชควรอธิบายว่าทำไมต้องฝึกแบบนั้น ไม่ใช่แค่สั่งให้ทำโดยไม่บอกเหตุผล และที่สำคัญที่สุด เด็กควรมีความสุขและเข้าใจในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ที่ดีต้องสนุก ไม่ใช่แค่ทรมาน

เป้าหมายที่แท้จริง

การพัฒนานักกีฬาที่ดีไม่ได้หมายถึงการสร้าง "เครื่องจักรที่ชกแม่น" แต่คือการสร้าง "มนุษย์ที่คิดได้ ปรับตัวได้ และเคลื่อนไหวได้อย่างชาญฉลาด"

นักมวยระดับโลกไม่ได้ชนะด้วยท่าที่สวยที่สุดเสมอไป แต่ชนะด้วยความสามารถในการอ่านเกม ปรับตัว และใช้โอกาสในเสี้ยววินาที และนั่นคือสิ่งที่การผสมผสานระหว่าง Linear และ Non-linear Pedagogy จะช่วยสร้างให้ลูกของท่าน

ข้อเสนอแนะสุดท้าย

อย่ากดดันให้ลูกทำได้ "สมบูรณ์แบบ" ตั้งแต่แรก ให้เวลาเรียนรู้และเข้าใจว่าการ "ผิดพลาด" เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้ลูกคิดเองและตัดสินใจเอง มุ่งเน้นการพัฒนาระยะยาว ไม่ใช่ผลลัพธ์ระยะสั้น และสื่อสารกับโค้ชอย่างสม่ำเสมอเพื่อเข้าใจวิธีการฝึก การเข้าใจหลักการเหล่านี้จะช่วยให้ท่านสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกค่ายฝึกที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกของท่าน

เอกสารอ้างอิง

1. Fitts PM, Posner MI. Human performance. Brooks/Cole; 1967.

2. Schmidt RA, Lee TD. Motor learning and performance: From principles to application. 6th ed. Human Kinetics; 2020.

3. Magill RA, Anderson DI. Motor learning and control: Concepts and applications. 12th ed. McGraw-Hill Education; 2021.

4. Davids K, Button C, Bennett S. Dynamics of skill acquisition: A constraints-led approach. Human Kinetics; 2008.

5. Newell KM. Constraints on the development of coordination. In: Wade MG, Whiting HTA, editors. Motor development in children: Aspects of coordination and control. Martinus Nijhoff; 1986. p. 341-360.

6. Renshaw I, Davids K, Newcombe D, Roberts W. The constraints-led approach: Principles for sports coaching and practice design. Routledge; 2019.

7. Chow JY, Davids K, Button C, Renshaw I. Nonlinear pedagogy in skill acquisition: An introduction. Routledge; 2016.

8. Button C, Seifert L, Chow JY, Davids K, Araujo D. Dynamics of skill acquisition: An ecological dynamics approach. 2nd ed. Human Kinetics; 2020.


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แยกทางอิชิอิ: ปัญหาเชิงโครงสร้างของฟุตบอลไทยที่ใครไม่เข้าใจ ?

Game Planning ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก

จากวีรบุรุษสู่คนชายขอบของสังคมไทย: บทเรียนสังคมวิทยาการกีฬาจากอำนาจ รื่นเริง