อนุรักษ์นิยม VS เสรีนิยม และความถ่าง ของ Generation (เมื่อนักวิทยาศาสตร์การกีฬาวิเคราะห์การเมือง)

การเมืองไทยหลังจากนี้ จะแรงขึ้นๆ เราจะเห็นการถอนทุนที่มากขึ้น รวมทั้งการกระชับอำนาจ ของทางฝั่งอนุรักษ์นิยม Winner Take All ในประเทศไทยยังคงใช้ได้เสมอ เป็นกำลังใจให้กับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ครับ จะเปลี่ยนไปทางไหนก็ต้องติดตามกันอย่างตาไม่กระพริบ




การล่มสลายของระบบสองขั้วและการก่อตัวของ "สามเหลี่ยมอำนาจใหม่"

จากสองขั้วสู่สามขั้ว: Realignment ครั้งประวัติศาสตร์
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยถูกนิยามด้วยแกน "เอาทักษิณ-ไม่เอาทักษิณ" ซึ่งสร้างระบบสองขั้วที่ค่อนข้างเสถียร แต่ข้อมูลการเลือกตั้ง 2569 ชี้ชัดว่าระบบนี้ล่มสลายแล้วอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ สามเหลี่ยมอำนาจ ที่มีจุดยอดสามจุด:

จุดยอดที่ 1 อนุรักษนิยมเชิงปฏิบัตินิยม (Pragmatic Conservatism): ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคอุดมการณ์แบบ MAGA หรือแม้แต่แบบพลังประชารัฐ หากแต่เป็นตัวแทนของ "อนุรักษนิยมที่ยืดหยุ่น" — รักษาโครงสร้างอำนาจเดิมแต่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล รูปแบบนี้ตรงกับสิ่งที่ทฤษฎี Cartel Party ของ Katz & Mair เรียกว่า "พรรคที่ทำให้รัฐกลายเป็นทรัพยากรของพรรค" ได้อย่างแนบเนียน

จุดยอดที่ 2 เสรีนิยมก้าวหน้า (Progressive Liberalism): พรรคประชาชนยังครองพื้นที่ กทม. (33 เขต) และหัวเมืองใหญ่อย่างเหนียวแน่น สะท้อน "เพดานเสียง" ที่มีอยู่จริงแต่ก็แข็งแกร่ง ฐานเสียงนี้มีลักษณะคล้าย "Urban Liberal Coalition" ที่เห็นได้ในหลายประชาธิปไตยทั่วโลก

จุดยอดที่ 3 ที่ว่างของเพื่อไทย: 76 ที่นั่งทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคที่ "ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง" — ไม่ก้าวหน้าพอสำหรับคนรุ่นใหม่ ไม่อนุรักษ์พอสำหรับคนรุ่นเก่า ปรากฏการณ์นี้ตรงกับ Duverger's Law ที่ทำนายว่าในระบบเสียงข้างมากเขตเดียว พรรคที่อยู่ตรงกลางมักถูกบีบจนหดตัว

การ "ดูดซับ" เชิงข้อมูล: คะแนนไปไหน?
หากเราสร้าง Sankey Diagram เปรียบเทียบฐานเสียงปี 2566 กับ 2569 จะเห็นรูปแบบการไหลที่ชัดเจน:

สายธารสีแดงที่ไหลเป็นสองทาง: ฐานเสียงเพื่อไทยเดิมแตกออกเป็นสองกระแส — ฝ่ายประชาธิปไตยไหลไปหาพรรคประชาชน (คาดว่า 15-25%) ส่วนฝ่ายที่เน้น "ผู้ชนะ" มากกว่าอุดมการณ์ไหลไปหาภูมิใจไทย (คาดว่า 10-20%)

สายธารสีน้ำเงินเข้มที่รวมตัว: ฐานเสียงของพรรคอนุรักษนิยมที่ยุบไปแล้ว (รวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ) ถูกภูมิใจไทยดูดซับเป็นหลัก สะท้อนปรากฏการณ์ "Consolidation of the Right" ที่มักเกิดขึ้นเมื่อขั้วหนึ่งมีผู้ท้าชิงมากเกินไป

ฐานเสียงสีส้มที่นิ่ง: พรรคประชาชนรักษาฐานเดิมไว้ได้แทบครบ พร้อมเพิ่มจากเพื่อไทย แต่ไม่สามารถเจาะตลาดต่างจังหวัดได้มากนัก


ถอดรหัสชัยชนะของภูมิใจไทย: "กลไกบ้านใหญ่"
โมเดล Clientelism 2.0
ในทฤษฎีรัฐศาสตร์ Clientelism (ระบบอุปถัมภ์) มักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะถดถอยไปตามการพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา แต่ภูมิใจไทยพิสูจน์ว่า Clientelism สามารถ "วิวัฒน์" ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Clientelism 2.0 ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ:

การกระจายทรัพยากรแบบเชิงระบบ: ไม่ใช่แค่ "แจกเงิน" แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น ผูกขาดงบประมาณ อบจ./อบต. และสร้าง "ระบบนิเวศทางการเมือง" ที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่าการเลือกพรรคอื่นคือ
"ความเสี่ยง" ต่อโครงการท้องถิ่น
การสร้าง Brand ระดับจังหวัด: แต่ละจังหวัดมี "บ้านใหญ่" ที่ปรับตัวเข้ากับบริบทท้องถิ่น ทำให้ภูมิใจไทยไม่ใช่ "พรรคเดียว" แต่เป็น "เครือข่ายพรรคท้องถิ่น" ภายใต้ร่มเดียว

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกระแส vs. กลไก

ข้อมูลเผยให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ: ในเขตเลือกตั้งต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง "กระแส" (Wave Politics) ของพรรคประชาชนยังไม่สามารถเอาชนะ "กลไก" (Machine Politics) ของเครือข่ายบ้านใหญ่ได้ ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ Allen Hicken เรื่อง Party Institutionalization in Thailand ที่ชี้ว่าในเขตเลือกตั้งที่ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก ต้องใช้เวลา 2-3 รอบเลือกตั้งกว่าที่พรรคอุดมการณ์จะสร้างฐานทดแทนได้

เพื่อไทย: กรณีศึกษาของ "Strategic Extinction"

บทเรียนจาก Median Voter Theorem ที่ล้มเหลว
การตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในปี 2566 ของเพื่อไทย อาจมองได้ว่าเป็นความพยายามยึดจุดกึ่งกลางตาม Median Voter Theorem ของ Downs แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้าม เพราะบริบทการเมืองไทยไม่ใช่การแข่งขันบนสเปกตรัมเส้นตรง (Single-dimensional) แต่เป็นพหุมิติ (Multi-dimensional) ที่มีทั้งแกนอุดมการณ์ แกนอัตลักษณ์ และแกนผลประโยชน์ท้องถิ่นทับซ้อนกัน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ "ให้รางวัล" พรรคที่ประนีประนอม แต่กลับ "ลงโทษ" พรรคที่ทรยศต่ออัตลักษณ์ทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้ตรงกับทฤษฎี Spatial Model ที่ว่า: เมื่อพรรคเคลื่อนตัวออกจากจุดยืนเดิมอย่างกะทันหัน ฐานเสียงที่ภักดีจะรู้สึก "ถูกทอดทิ้ง" และมีแนวโน้มเปลี่ยนพรรค สูงกว่า ผู้เลือกตั้งตรงกลางที่พรรคพยายามดึงดูด

สามทางเลือกของเพื่อไทย
จากข้อมูลที่เห็น เพื่อไทยมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้สามทาง:

ทางที่ 1 Rebrand เป็นพรรคสายกลาง (Centrist Pivot): ยอมรับตำแหน่งใหม่เป็น "พรรคกลาง" อย่างเต็มตัว เสี่ยงต่อการหดตัวลงอีกแต่อาจรักษา Niche ได้ ความน่าจะเป็นของความสำเร็จ: ต่ำ เพราะพื้นที่ตรงกลางถูกภูมิใจไทยครอบครองแล้ว

ทางที่ 2 กลับสู่จุดยืนเดิม (Return to Roots): พยายามแย่งฐานเสียงคืนจากพรรคประชาชน ต้องใช้การเปลี่ยนผู้นำและนโยบายที่ชัดเจน ความน่าจะเป็นของความสำเร็จ: ปานกลาง แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 รอบเลือกตั้ง

ทางที่ 3 ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย (Coalition Survival): เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อรักษาการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจ เสี่ยงต่อการกัดเซาะเพิ่มเติม แต่อาจจำเป็นสำหรับความอยู่รอดในระยะสั้น ความน่าจะเป็นของความสำเร็จ: สูงสุดในระยะสั้น แต่อันตรายในระยะยาว

สมรภูมิถัดไป: ส.ส.ร. และอนาคตของรัฐธรรมนูญ

Paradox ของประชามติ
ตัวเลขเห็นชอบ 62-65% สร้างสถานการณ์ที่น่าสนใจทางทฤษฎี: ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ แต่พรรคที่ชนะเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องต้องการ นี่คือ Paradox ที่คลาสสิกของ Institutional Change Theory ผู้ที่ได้ประโยชน์จากกติกาเดิมมักต่อต้านการเปลี่ยนกติกา แม้จะบอกว่าเห็นด้วยในทางหลักการ

สามฉากทัศน์ของกระบวนการ ส.ส.ร.

ฉากทัศน์ที่ 1 "ส.ส.ร. ควบคุมได้" (Managed Constitutional Assembly): ภูมิใจไทยใช้เสียงข้างมากกำหนดกรอบและกลไกเลือก ส.ส.ร. ที่เอื้อต่อพรรคร่วมรัฐบาล ร่างรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงในระดับ "พอไม่ให้ถูกวิจารณ์" แต่ไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ความน่าจะเป็น: 50-60%

ฉากทัศน์ที่ 2 "สนามรบทางความคิด" (Constitutional Battleground): ส.ส.ร. กลายเป็นสนามแข่งขันทางอุดมการณ์อย่างแท้จริง พรรคประชาชนระดมมวลชนเข้าสู่กระบวนการ เกิดการถกเถียงเรื่องอำนาจ สว., ศาลรัฐธรรมนูญ, และการกระจายอำนาจอย่างดุเดือด ความน่าจะเป็น: 25-30%

ฉากทัศน์ที่ 3 "ถ่วงเวลาจนเงียบ" (Delay and Deflate): รัฐบาลใช้เงื่อนไขทางกฎหมายและเทคนิคยืดเวลากระบวนการออกไป จนกระแสสาธารณะเย็นลง เสี่ยงต่อการประท้วงแต่อาจ "ได้ผล" ในเชิงยุทธศาสตร์ ความน่าจะเป็น: 15-20%

การเมืองไทยในกรอบ Comparative Politics

บทเรียนจากประเทศอื่น
ชัยชนะของภูมิใจไทยมีลักษณะคล้ายกับปรากฏการณ์ในหลายประเทศที่ "พรรคกลไก" สามารถครองอำนาจได้ยาวนาน:

พรรค Golkar ยุคใหม่ของอินโดนีเซีย: พรรคที่ยืดหยุ่นทางอุดมการณ์ เน้นเครือข่ายท้องถิ่นและการเข้าถึงทรัพยากรรัฐ สามารถปรับตัวข้ามยุคสมัยได้
พรรค UMNO ก่อนการล่มสลายในมาเลเซีย: ใช้ระบบอุปถัมภ์ผ่านโครงสร้างรัฐ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจกัดเซาะความชอบธรรม — บทเรียนสำคัญสำหรับภูมิใจไทย

ปัจจัยเสี่ยงของรัฐบาลใหม่
จากการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ ปัจจัยที่อาจทำให้รัฐบาลภูมิใจไทยเผชิญปัญหาในอนาคตมีอย่างน้อยสามประการ:

ประการแรก เศรษฐกิจ: รัฐบาลที่อาศัยเครือข่ายอุปถัมภ์ต้องมีทรัพยากรแจกจ่าย หากเศรษฐกิจชะลอตัว โมเดลนี้จะเริ่มมีรอยร้าว

ประการที่สอง ความขัดแย้งภายในพรรคร่วม: Coalition ที่กว้างมากย่อมมีผลประโยชน์ขัดกันมาก การต่อรองตำแหน่งและงบประมาณจะเป็นจุดเปราะบาง

ประการที่สาม กระแสประชาธิปไตย: ฉันทามติจากประชามติ 62-65% ไม่อาจถูกเพิกเฉยได้ง่าย หากรัฐบาลถ่วงเวลาหรือบิดเบือนกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ อาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งบนถนนและในสภา

ตัวแปรที่ต้องจับตา
การติดตามพลวัตการเมืองไทยนับจากนี้

ตัวแปรระยะสั้น (0-6 เดือน): สูตรการจัดตั้งรัฐบาล, การแบ่งโควตากระทรวง, ท่าทีต่อ พ.ร.บ. ส.ส.ร.

ตัวแปรระยะกลาง (6-18 เดือน): กระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร., ทิศทางร่างรัฐธรรมนูญ, ผลเลือกตั้งท้องถิ่น (อบจ./อบต.) ว่าภูมิใจไทยยังครองพื้นที่ได้หรือไม่

ตัวแปรระยะยาว (18-48 เดือน): ผลกระทบของรัฐธรรมนูญใหม่ต่อระบบเลือกตั้ง, การ Rebrand ของเพื่อไทย, ความสามารถของพรรคประชาชนในการทะลุ "เพดานส้ม" ไปสู่ต่างจังหวัด

ยุคสมัยใหม่ที่ยังไม่มีชื่อ
การเลือกตั้ง 2569 ปิดฉากยุค "ทักษิณ-ต้านทักษิณ" อย่างเป็นทางการ สิ่งที่เข้ามาแทนที่ยังไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน แต่โครงสร้างเริ่มปรากฏ: มันคือการต่อสู้ระหว่าง "ระเบียบที่ยืดหยุ่น" ของภูมิใจไทย กับ "การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ" ของพรรคประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ข้อมูลบอกว่าทั้งสองฝ่ายต่างมี "เพดาน" ของตัวเอง ภูมิใจไทยมีเพดานทาง Legitimacy (ชนะได้แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมเสมอ) ส่วนพรรคประชาชนมีเพดานทาง Geography (ชนะเมืองแต่ยังไม่ชนะประเทศ) พรรคที่จะ "ทะลุเพดาน" ก่อน จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษหน้า
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ "ใครชนะ" แต่คือ "เพดานไหนจะแตกก่อน?"

บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (93%+) ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แยกทางอิชิอิ: ปัญหาเชิงโครงสร้างของฟุตบอลไทยที่ใครไม่เข้าใจ ?

Game Planning ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก

จากวีรบุรุษสู่คนชายขอบของสังคมไทย: บทเรียนสังคมวิทยาการกีฬาจากอำนาจ รื่นเริง