ปีศาจและการเมืองเชิงอำนาจ



วันหยุด นั่งอ่าน นวนิยายเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ รอบที่สามแล้ว มันมิได้เป็นเพียงงานวรรณกรรมสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมไทยเท่านั้น หากยังเป็นกรอบความคิดที่สามารถนำมาอธิบาย “การเมืองเชิงอำนาจ” ที่ดำรงอยู่ในองค์กรสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาได้อย่างลึกซึ้ง “ปีศาจ” มิได้หมายถึงผู้ร้าย หากหมายถึง “ผู้ไม่ยอมจำนนต่อโครงสร้างที่อยุติธรรม” และเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ต้องแลกกับความโดดเดี่ยวและแรงกดดันจากระบบ

ในสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ของเหตุผล เสรีภาพทางปัญญา และคุณธรรม กลับมิได้ปลอดพ้นจากการเมืองภายใน อำนาจ การจัดลำดับชั้น และระบบอุปถัมภ์ยังคงทำหน้าที่กำหนดทิศทางขององค์กรอย่างต่อเนื่องและแยบยล บุคลากรที่ปฏิบัติตามระเบียบ ยอมรับวัฒนธรรม เชื่อง “เชื่อฟัง-ไม่ตั้งคำถาม” มักได้รับการยอมรับและความก้าวหน้า ขณะที่ผู้ตั้งคำถาม วิพากษ์นโยบาย หรือชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับถูกมองว่าเป็น “ตัวปัญหา” และในหลายกรณี ถูกทำให้กลายเป็น “ปีศาจ” ในสายตาของผู้มีอำนาจ

“ปีศาจในองค์กรการศึกษา” จึงมักปรากฏในรูปของอาจารย์ นักวิจัย หรือบุคลากรที่ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพ พยายามรักษามาตรฐานทางวิชาการ ต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการบริหารที่เน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม บุคคลเหล่านี้มิได้สร้างความขัดแย้งด้วยอารมณ์ หากใช้เหตุผล หลักฐาน และคุณค่าทางวิชาการเป็นฐานในการทำงาน ทว่าในระบบที่ให้รางวัลกับ “ความเงียบ” มากกว่า “ความจริง” การกระทำเช่นนี้กลับถูกตีความว่าเป็นการท้าทายอำนาจ

กลไกสำคัญที่ทำให้ “ปีศาจ” ถือกำเนิดในสถาบันการศึกษา คือวัฒนธรรมองค์กรแบบลำดับชั้น (hierarchical culture) ซึ่งให้น้ำหนักกับตำแหน่ง อายุงาน และเครือข่าย มากกว่าความสามารถและความถูกต้อง การตัดสินใจเชิงนโยบายจำนวนมากจึงเกิดขึ้นในวงจำกัด บุคลากรระดับปฏิบัติการมีบทบาทเพียงผู้รับคำสั่ง มากกว่าผู้ร่วมกำหนดทิศทาง เมื่อมีผู้พยายามเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม หรือเรียกร้องความโปร่งใส ระบบย่อมตอบสนองด้วยแรงต้าน

นอกจากนี้ ระบบประเมินผลงานและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญ การเลื่อนตำแหน่ง การจัดสรรทุนวิจัย หรือการให้โอกาสทางวิชาการ อาจมิได้พิจารณาจากคุณภาพเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว หากผูกโยงกับความจงรักภักดีต่อผู้บริหารหรือกลุ่มอำนาจ บุคลากรที่ไม่สยบยอมจึงเสี่ยงต่อการถูกลดทอนโอกาสอย่างเงียบงัน โดยไม่ต้องใช้การลงโทษอย่างเป็นทางการ

ในบริบทนี้ “ความดี” แบบผิวเผิน และตื้นเขิน จึงเกิดขึ้นแพร่หลาย เช่น การทำกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์ การจัดโครงการตามตัวชี้วัด หรือการผลิตผลงานเชิงปริมาณโดยขาดคุณภาพเชิงลึก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเดียวกับในนวนิยายปีศาจ คือ การทำดีโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจ เป็นเพียงการประคองระบบเดิมให้ดำรงอยู่ต่อไป มิใช่การพัฒนาอย่างแท้จริง

ผลกระทบที่สำคัญของการเมืองในองค์กรการศึกษา คือการบั่นทอนเสรีภาพทางวิชาการ เมื่อบุคลากรเริ่มเรียนรู้ว่าการ “พูดให้น้อย ทำตามให้มาก” คือหนทางอยู่รอด สถาบันก็จะสูญเสียบทบาทในฐานะพื้นที่วิพากษ์สังคมอย่างแท้จริง งานวิจัยและการเรียนการสอนอาจกลายเป็นเพียงการผลิตซ้ำความคิดกระแสหลัก มากกว่าการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ท้าทายกรอบเดิม

อย่างไรก็ตาม “ปีศาจ” ในองค์กร มิได้เป็นเพียงเหยื่อของระบบ หากยังเป็นพลังแห่งความหวัง บุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “มโนธรรมของสถาบัน” คอยเตือนว่าเป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่เพียงการอยู่รอดเชิงองค์กร แต่คือการสร้างปัญญาชนที่รับผิดชอบต่อสังคม การดำรงอยู่ของพวกเขา แม้จะเปราะบาง แต่ช่วยรักษาพื้นที่ของความจริงและความยุติธรรมไว้ในระบบ

ในระยะยาว สถาบันการศึกษาที่ปราศจาก “ปีศาจ” จะกลายเป็นองค์กรที่สงบ แต่ไร้พลังสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยความสอดคล้องเชิงรูปแบบ แต่ขาดความก้าวหน้าทางปัญญา ในทางตรงกันข้าม สถาบันที่เปิดพื้นที่ให้เสียงวิพากษ์ ได้รับการคุ้มครอง และถูกนำไปใช้เชิงสร้างสรรค์ ย่อมมีศักยภาพในการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่า

 “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ สามารถนำมาอธิบายการเมืองในสถาบันการศึกษาไทยได้อย่างทรงพลัง “ปีศาจ” ในที่นี้ คือผู้ที่กล้าปกป้องคุณค่าทางวิชาการ ท้าทายอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และยืนยันว่าการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือของระบบ หากต้องเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม แม้ต้องแลกด้วยต้นทุนส่วนตัวสูงเพียงใดก็ตาม

หากสถาบันการศึกษาต้องการเป็น “แสงสว่างของสังคม” อย่างแท้จริง การปกป้องและรับฟัง “ปีศาจ” ภายในองค์กร อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งกว่าการสร้างภาพลักษณ์หรืออันดับมหาวิทยาลัยใดๆ ในโลกยุคปัจจุบัน


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แยกทางอิชิอิ: ปัญหาเชิงโครงสร้างของฟุตบอลไทยที่ใครไม่เข้าใจ ?

Game Planning ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก

จากวีรบุรุษสู่คนชายขอบของสังคมไทย: บทเรียนสังคมวิทยาการกีฬาจากอำนาจ รื่นเริง